คำถามยอดฮิตที่คนทำธุรกิจมือใหม่มักจะถามกันเป็นคำถามแรก ๆ คือ จะจดเป็นบริษัทหรือ หจก. ดี เพราะพอไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ภาษาที่ใช้ก็ดูเป็นภาษากฎหมายที่เข้าใจยากเหลือเกิน อ่านแล้วก็ยังงงว่าตกลงแล้วมันต่างกันยังไง นอกจากชื่อนำหน้าที่ไม่เหมือนกัน
หลายคนเลือกจด หจก. เพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่า ประหยัดกว่า แต่หารู้ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบมหาศาลในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหาหรือต้องการขยายตัว

เรื่องของหนี้สิน จุดตายที่ต่างกันฟ้ากับเหว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องรู้ก่อนเซ็นชื่อลงในเอกสารใด ๆ ค่ะ เพราะมันหมายถึงความปลอดภัยของทรัพย์สินส่วนตัวของคุณเลยทีเดียว
สำหรับ บริษัทจำกัด กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สิน จำกัด เท่ากับจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น แปลว่าถ้าวันหนึ่งธุรกิจเจ๊ง เป็นหนี้ร้อยล้าน แต่เราจ่ายค่าหุ้นครบแล้ว เจ้าหนี้ก็มาทวงเงินได้แค่จากทรัพย์สินของบริษัท จะมาขอยึดบ้าน ยึดรถส่วนตัวของเราไปขายทอดตลาดไม่ได้
แต่สำหรับ หจก. หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นต่างออกไปค่ะ กฎหมายแบ่งหุ้นส่วนเป็นสองประเภท แบบจำกัดความรับผิดและไม่จำกัดความรับผิด
ประเด็นมันอยู่ที่ หุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจในห้าง จะต้องรับผิดชอบหนี้สินแบบ ไม่จำกัด ค่ะ หมายความว่าถ้าห้างเป็นหนี้ เจ้าหนี้สามารถตามมายึดทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการได้จนกว่าจะใช้หนี้หมด นี่คือความเสี่ยงสูงสุดที่คนทำ หจก. ต้องแบกรับ
ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า
ถ้าคุณกะว่าจะทำธุรกิจเล็ก ๆ ค้าขายกันเองในครอบครัว ข้อนี้อาจจะไม่ส่งผลเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณฝันใหญ่ อยากดีลงานกับองค์กรระดับประเทศ หรืออยากกู้เงินธนาคาร คำนำหน้าชื่อมีผลมากค่ะ
ในสายตาของคู่ค้าหรือธนาคาร บริษัทจำกัด มักจะดูมีความเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะโครงสร้างการบริหารงานมีมาตรฐาน มีกฎหมายควบคุมเข้มงวด และมีการตรวจสอบบัญชีที่รัดกุมกว่า
ส่วน หจก. มักจะถูกมองว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจครอบครัว ซึ่งบางครั้งอาจจะเสียเปรียบเวลาไปประมูลงานใหญ่ ๆ หรือเวลาไปขอกู้เงิน ธนาคารอาจจะปล่อยกู้ยากกว่า หรือให้วงเงินน้อยกว่า เพราะมองว่าความเสี่ยงสูงกว่าค่ะ
อำนาจการตัดสินใจ ใครใหญ่สุดในองค์กร
เรื่องการบริหารจัดการก็เป็นอีกจุดที่ต่างกันอย่างชัดเจน ใน หจก. อำนาจเบ็ดเสร็จมักจะอยู่ที่หุ้นส่วนผู้จัดการเพียงคนเดียว หรือไม่กี่คน การตัดสินใจทำได้รวดเร็ว คล่องตัว อยากทำอะไรก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอประชุมให้วุ่นวาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความไว
แต่ใน บริษัทจำกัด การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ จะต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า ต้องมีการประชุมคณะกรรมการ มีการประชุมผู้ถือหุ้น ต้องทำรายงานการประชุม ซึ่งอาจจะดูยุ่งยากและเชื่องช้าในสายตาบางคน แต่ข้อดีคือมันมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) ทำให้การบริหารงานมีความโปร่งใส และลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจพลาดของคนคนเดียวได้

จำนวนผู้ก่อตั้ง เริ่มต้นที่กี่คน
สมัยก่อนการจดบริษัทต้องใช้คนเยอะถึง 7 คน ต่อมาลดเหลือ 3 คน แต่ข่าวดีล่าสุดคือกฎหมายใหม่เอื้อให้คนตัวเล็กมากขึ้นค่ะ
ปัจจุบัน บริษัทจำกัด สามารถจดทะเบียนได้โดยใช้ผู้เริ่มก่อตั้งเพียงแค่ 2 คน เท่านั้น ทำให้คู่หูเพื่อนซี้ หรือคู่สามีภรรยา ก็สามารถตั้งบริษัทได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปเกณฑ์ญาติพี่น้องมาให้ครบจำนวนเหมือนเมื่อก่อน
ส่วน หจก. ก็เริ่มต้นที่ 2 คนเหมือนกันค่ะ แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด และใครจะเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด
ภาษีและค่าใช้จ่ายในการดูแล
หลายคนเข้าใจผิดว่าจด หจก. เสียภาษีน้อยกว่าบริษัท ความจริงคือทั้งสองแบบเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราเดียวกันค่ะ คือสูงสุด 20% ของกำไรสุทธิ และถ้าเป็น SME ก็มีสิทธิ์ได้ลดหย่อนภาษีเหมือนกันเป๊ะ
แต่จุดที่ต่างกันคือ ค่าใช้จ่ายในการปิดงบการเงินค่ะ บริษัทจำกัด กฎหมายบังคับว่าต้องมี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เป็นคนเซ็นรับรองงบการเงินเท่านั้น ซึ่งค่าตัวผู้สอบบัญชีกลุ่มนี้มักจะสูง
ในขณะที่ หจก. ขนาดเล็ก (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้าน) สามารถใช้ ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) เซ็นรับรองงบได้ ซึ่งค่าวิชาชีพมักจะย่อมเยากว่า ตรงนี้อาจจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายปีไปได้หลักหมื่นบาทค่ะ
การเลือกรูปแบบจดทะเบียนก็เหมือนการเลือกเสื้อผ้าค่ะ ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดตัวและโอกาสที่เราจะไป
ถ้าคุณทำธุรกิจเล็ก ๆ กับคนในครอบครัว ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการถูกฟ้องร้องสูง ไม่ได้กะว่าจะระดมทุนจากคนนอก และอยากประหยัดค่าทำบัญชี หจก. ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและคล่องตัวค่ะ
แต่ถ้าธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงสูง เช่น รับเหมาก่อสร้าง ผลิตสินค้าส่งออก หรือคุณวางแผนว่าในอนาคตอยากจะเติบโต อยากดึงนักลงทุนมาร่วมหุ้น หรืออยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ การจด บริษัทจำกัด คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะมันคือเกราะป้องกันทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ และเป็นโครงสร้างที่รองรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อย่าเลือกเพียงเพราะคำว่า ง่าย ในตอนเริ่มต้นนะคะ ให้มองไปที่ปลายทางว่าเราอยากพาธุรกิจไปไกลแค่ไหน แล้วเลือกยานพาหนะที่จะพาเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างปลอดภัยที่สุดค่ะ

